TPM (Total Productive Maintenance)

การบำรุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ทำความรู้จักกับ TPM

TPM (Total Productive Maintenance) หมายถึง การบำรุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม ระบบการบำรุงรักษาที่ครอบคลุมตลอดช่วงอายุอุปกรณ์ ตั้งแต่การวางแผน การผลิต การบำรุงรักษา การซ่อมบำรุง การฝึกอบรม การจัดทำฐานข้อมูลที่ถูกต้อง โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงไปจนถึงพนักงาน และการส่งเสริมการบำรุงแบบทวีผล ในรูปบแบบ TPM คือการให้ความสามารถของโรงงานได้รับการนำมาใช้สูงสุดนั่นเอง

เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการบำรุงรักษาทวีผล ให้เป็นไปตามระบบ ด้วยการดูแลและให้ความสะดวกลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องรวมไปถึงคำแนะนำต่างๆ จากช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มายาวนานกว่า 10 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการผลิตโดยรวมไปสู่ขีดจำกัดสูงสุด

ทำไมต้องทำ TPM

TPM เป็นที่ยอมรับของโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกมายาวนาน เพราะได้ผลลัพธ์ในการปรับปรุงพัฒนาชัดเจน ทั้งตัวสถานผู้ประกอบการรวมไปถึงการยกระดับความรู้ของพนักงานให้สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง ทั้งด้านการผลิตและการบำรุงรักษา ช่วยลดความเสียหายของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ลดค่าใช้จ่าย แรงงาน อุบัติเหตุต่างๆ ทั้งยังส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาเครื่องจักร และสภาพแวดล้อมโดยรอบของโรงงานให้ปลอดภัย ลดการใช้ทรัพยากร การเกิดขยะ เป็นผลดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยยึด 8 เสาหลักเป็นสำคัญ

8 เสาหลักของ TPM
(8 Pillars of TPM)

การบำรุงรักษาด้วยตนเอง
(Autonomous Maintenance)

การบำรุงรักษาตามแผน
(Planned Maintenance)

การปรับปรุงเฉพาะเรื่อง
(Focused Improvement)

การให้การศึกษาและฝึกอบรม
(Training and Education)

การคำนึงถึงการบำรุงรักษา
ตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบ
(Initial Phase Management)

การบำรุงรักษาเพื่อคุณภาพ
(Quality Maintenance)

การดำเนินการ TPM
ในส่วนสำนักงานหรือส่วนสนับสนุน
(TPM in Office)

ระบบชีวอนามัยความปลอดภัย
และสิ่งแวดล้อม
(Safety, Hygiene and
Working Environment)

ยิ่งผู้ใช้รู้จักเครื่องได้ดีและรู้จริงมากเท่าไหร่
ก็จะเพิ่มประโยชน์ และลดความเสี่ยงได้มากขึ้นเท่านั้น

การดูแลรักษาเครื่องจักรที่ตนเองใช้ คอยสังเกตความผิดปกติของการทำงาน จะช่วยให้กระบวนการทำงานต่างๆ ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายซ่อมบำรุงเท่านั้น

เสาหลักนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พนักงานจะต้องมีความรู้เฉพาะในเครื่องจักรนั้นๆ เพื่อทำให้งาน AM บรรลุเป้าหมายด้วยความ “ถูกต้อง” และแม่นยำที่สุด สำหรับเกียร์มอเตอร์นั้น โอแม็กม่าได้จัดทำบริการ “การอบรมเกียร์มอเตอร์ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับงาน AM” โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มทักษะและให้ความรู้กับพนักงานที่ดูและพื้นที่นั้นๆ ให้รู้จักสังเกตจุดสำคัญต่างๆ ตามขั้นตอนอย่างถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อลดปัญหาที่จะตามมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบำรุงรักษาด้วยตัวเอง

การดำเนินกิจการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวโดยคำนึงถึง 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน เครื่องจักร และระบบการบริหารจัดการ  เพื่อให้งานเดินหน้าไปได้ในทิศทางที่ถูกต้อง การบำรุงรักษาที่ถูกวิธีและมีความเข้าใจนั้น จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อให้เครื่องจักรคืนสภาพให้เร็วที่สุด โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เพื่อให้ธุรกิจคุณอยู่รอดในสภาพแวดล้อมของการแข่งขันที่เพิ่งสูงขึ้น

การวางแผนที่ดี คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

สิ่งที่ควรรู้ในการดำเนินงานเบื้องต้นได้แก่

1. ควรรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องจักร ทั้งสเปก จำนวนที่เราใช้งานอยู่ โดยฉพาะการเก็บข้อมูลต้องทำด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ ถูกต้องและแม่นยำที่สุด มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่ได้ ซึ่งทางบ.โอแม็กม่าได้ตระหนักถึงความสำคัญในข้อนี้มาโดยตลอด จึงได้มีบริการการจัดเก็บข้อมูลเกียร์มอเตอร์พร้อมตรวจสอบโดยผู้ชำนาญการด้านสเปก ทำให้ข้อมูลเกียร์มอเตอร์ของลูกค้าถูกจัดเก็บอย่างถูกต้องและไม่สูญหาย เนื่องจากมีฐานข้อมูลออนไลน์ให้ตรวจเช็คได้ตลอด 24 ชม.

2. ควรมีความรู้ในเครื่องจักรนั้นๆ ว่ามีรอบเวลาในการบำรุงรักษาอย่างไร และทำการหาความสัมพันธ์ของรอบเวลานั้นๆ กับต้นทุนที่เกิดขึ้น เพื่อหาจุดที่เหมาะสมในการซ่อมบำรุงต่อไป สำหรับเกียร์มอเตอร์ งานบำรุงรักษาตามรอบเวลาสามารถดูได้จากคู่มือที่ทางผู้ผลิตได้ระบุไว้ แต่หากท่านต้องการเพิ่มความรู้เฉพาะด้านให้กับพนักงาน เพื่อปรับมาตรฐานการบำรุงรักษาให้แม่นยำขึ้น สามารถสมัครเข้าร่วมอบรมในส่วนของ “การอบรมเกียร์มอเตอร์ขั้นพื้นฐานสำหรับงาน PM”

3. การเลือกผู้ช่วยที่เชื่อถือได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แผนการบำรุงรักษาสามารถทำได้ทันตามกำหนดเวลา เนื่องจากเครื่องจักรในโรงงานหนึ่งๆ มีจำนวนมาก บางครั้งจำนวนช่างที่ดูแลอาจไม่เพียงพอต่องาน การว่าจ้างให้บริษัทผู้รับเหมาอื่นมาช่วยแบ่งเบาภาระในส่วนงานที่บริษัทนั้นๆ ถนัดนับว่าเป็นทางออกที่ดี ซึ่งเรามีความชำนาญในงาน ”บริการซ่อมบำรุงเกียร์มอเตอร์” ด้วยช่างที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปี พร้อมอุปกรณ์ เครื่องมือ มาตรฐานเฉพาะทาง และสต็อกอะไหล่แท้ที่สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีภายในเวลาที่สั้นที่สุด เพื่อให้ทุกกิจการดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

เป็นหนึ่งกลยุทธ์ ในการเพิ่มประสิทธิผลของเครื่องจักร
ลดปัญหาและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นมากที่สุด ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกับหลักการและวิธีการการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานมีประสิทธิผล

การปรับปรุงงานเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำทุกองค์กร แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรและต้นทุน จึงต้องเน้นปรับปรุงแต่เรื่องที่มีความสำคัญเท่านั้น และควรดำเนินการอย่างรู้ถึงปัญหาอย่างแท้จริง เพื่อให้ปัญหานั้นๆ ลดลงหรือหมดไป ซึ่งหัวใจของเรื่องการปรับปรุงนั้นคือเรื่องของ หลักความจริง 5G ได้แก่

- Genba หน้างานจริง
- Genbutsu ชิ้นงานจริง
- Gengitsu สถานการณ์จริง
- Genri หลักการจริง
- Gensoku มาตรฐานที่กำหนดจริง

ด้วยหลักการนี้จะทำให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องตามเป้าหมายมากที่สุด นั่นคือ ต้องดูที่หน้างานที่เกิดขึ้นจริง มิเช่นนั้นจะไม่สามารถเข้าใจปัญหาได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะมีความรู้ความชำนาญมาก จนสามารถที่จะรู้ได้ว่าปัญหานั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะจัดการอย่างไร ที่ใช้คำว่าจัดการอย่างไรเพราะถ้าใช้คำว่า “แก้อย่างไร” ปัญหาก็คงไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก แต่การที่ปัญหากลับมาเกิดซ้ำอีกนั่นคือ “ยังไม่รู้ว่าแท้ที่จริงปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร” นั่นเอง

การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและการหาวิธีแก้ไขนั้น จำเป็นมากที่จะต้องรู้ “วิธีการและข้อมูลที่ถูกต้อง” ซึ่งอาจจะหาข้อมูลจากคู่มือของเครื่องจักรนั้นๆ เสริมก็สามารถทำได้

ด้วยประสบการณ์ที่ให้บริการลูกค้ามานานกว่า 10 ปี ทำให้เราทราบถึงความต้องการของลูกค้าในเรื่องนี้ว่า การฝึกอบรมเฉพาะเรื่องนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้จริง โดยเราเน้นการนำปัญหาที่ลูกค้าประสบมาจริง มาให้ความรู้และช่วยปรับปรุงแก้ไข ให้ปัญหานั้นหมดไป โดยการอบรมนั้นจะมีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติควบคู่กันไป เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง

การฝึกฝน และพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง จะทำให้มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ
สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับปรุงแก้ไขและต่อยอดการทำงานได้ตรงจุด

จากการสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นมากมายพบว่า ปัญหาที่พบมากที่สุดในงานซ่อมบำรุง คือ พนักงานขาดทักษะความรู้ในการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งนี้อาจจะเกิดจากประสบการณ์ที่เคยมีจากงานซ่อมอื่นที่คล้ายกัน ทำให้สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องและตรงจุดจริงๆ การให้ความรู้ที่ถูกต้องและเฉพาะทาง ทำให้ขีดความสามารถในการบำรุงรักษาของพนักงานที่เกี่ยวข้องทุกคนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ผู้ที่ให้ความรู้ก็ควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆ สามารถเจาะลึกลงไปถึงแก่นแท้ของปัญหาได้ ตอบคำถามได้อย่างกระจ่างมองเห็นแนวทางว่าการทำงานในแต่ละอย่างนั้นจะมีผลกระทบใดตามมาบ้าง

ความรู้เกี่ยวกับเครื่องจักรมาจากหลายแหล่งโดยหลัก ๆ คือ

  • ดูจากคู่มือของเครื่องจักร (Machine’s Manual)
  • รู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของตัวเอง (Experienced)
  • รู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของพนักงานคนอื่น (One Point Lesson - OPL)
  • การอบรบโดยผู้เชี่ยวชาญในเครื่องจักรนั้นๆ โดยตรง (Training by Professional)

โดยการให้ความรู้เพิ่มเติม ควรประกอบจากแหล่งข้อมูลทั้งหมดข้างต้น เพราะไม่มีแหล่งข้อมูลใดที่ทำให้งานในโรงงานนั้นๆ มีความรู้สอดคล้องกับงานโดยสมบูรณ์ได้ทั้งหมด

ทักษะที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับความรู้ไปแล้วจะแบ่งเป็น 5 ระดับด้วยกันคือ

0 ไม่มีความรู้
1 รู้ในทางทฤษฎี
2 รู้และสามารถทำงานได้ แต่ภายใต้การควบคุม
3 รู้และสามารถทำงานได้ด้วยตนเอง
4 สามารถที่จะสอนผู้อื่นได้

จากเหตุผลดังกล่าว บริการอบรบงานบำรุงรักษาเกียร์มอเตอร์ของเรา จึงได้จัดทำหลักสูตรโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์ให้ความรู้แก่โรงงานต่างๆ ชั้นนำมากมาย สามารถเพิ่มทักษะดังกล่าวไม่ว่าท่านต้องการให้อยู่ในระดับใดก็ตาม เริ่มจากศูนย์จนถึงระดับที่สามารถสอนให้ความรู้และคำแนะนำผู้อื่นต่อได้ เพียงแต่ระบุความต้องการ หรือปัญหาการทำงานที่พบให้เราทราบ เราก็จะออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสม ให้การอบรมได้ประสิทธิผลเต็ม 100% โดยไม่เสียเวลากับการอบรมแบบทั่วไปที่ได้ผลน้อย ที่เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่คุ้มค่า

คุณเชื่อหรือไม่ว่า..
การออกแบบที่ดี จะสามารถกำหนดทิศทางของธุรกิจให้เป็นไปอย่างใจคิดได้

การออกแบบถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ในการพัฒนากระบวนการผลิตให้ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการออกแบบเครื่องจักรที่ดีนั้น ต้องบำรุงรักษาง่าย ใช้งานได้นาน และมีต้นทุนตลอดอายุการใช้งานต่ำที่สุด

เราจะพบว่า จากเครื่องจักรเดิมที่มีอยู่นั้นอาจจะเป็นเครื่องจักรที่ทำการบำรุงรักษาได้ยาก ทั้งการปรับตั้ง และชิ้นส่วนที่สึกหรอเร็ว ซึ่งถ้าเริ่มต้นโดยการซื้อเครื่องใหม่ได้ เราคงต้องนำเอาบทเรียนที่มีอยู่มาเป็นข้อมูลช่วยออกแบบหรือเลือกชิ้นส่วนเครื่องจักรใหม่ เราจะทราบว่าต้องเป็นแบบไหน ปรับตั้งได้อย่างไร ระยะเวลาการบำรุงรักษานานแค่ไหน วิธีใด โดยข้อมูลต่างๆ นี้มาจากผลของการทำกิจกรรม AM และ PM, การทำการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง, QA Matrix เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่เครื่องจักรที่ไม่ต้องมีการบำรุงรักษา สามารถใช้งานได้นาน และต้นทุนตลอดอายุการใช้งานต่ำที่สุด

ในการเลือกเกียร์มอเตอร์ให้เหมาะกับเครื่องจักรนั้นๆ มีส่วนสำคัญมาก เพราะเกียร์มอเตอร์เป็นชิ้นส่วนต้นกำลังที่ขับให้ส่วนอื่นๆ ให้เคลื่อนที่ไปได้ การเลือกสเปกให้เหมาะกับงานนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะลดต้นทุนในการบำรุงรักษา และลดปัญหาน่าปวดหัวที่จะเกิดขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่ได้

สำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกรายปีของเรา สามารถขอคำปรึกษา และคำแนะนำเรื่องการเลือกสเปกเกียร์มอเตอร์ โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ตลอดอายุการเป็นสมาชิก

การควบคุม การปรับแต่ง เครื่องจักรและอุปกรณ์
ให้ใช้งานได้อย่างแม่นยำเหมาะสม และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

เครื่องจักรที่เริ่มทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง ผู้ดูแลเครื่องจะสามารถบอกได้ว่า เครื่องจักรนั้นต้องปรับปรุงในส่วนใดบ้าง เพื่อให้เครื่องจักรเดินไปได้อย่างเหมาะสมกับงานและสภาพแวดล้อมนั้นๆ โดยพนักงานจะต้องคอยสังเกตและคิดอย่างเป็นระบบ หรือทำกิจกรรมปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง นั่นคือหลังจากผ่านการทำ AM ผ่าน PM ไปได้ระยะหนึ่งแล้ว

การปรับปรุงเกียร์มอเตอร์ให้เหมาะกับงานนั้นๆ เป็นสิ่งที่เราได้ให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งเป็นงานที่ต้องทราบข้อมูลที่ลูกค้าใช้งานจริงและพบปัญหาจริง เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา โดยส่วนนี้สามารถเข้ารับการอบรมได้จากหัวข้อ การปรับปรุงเกียร์มอเตอร์ให้เหมาะกับงาน – [link to Improvement Specification Training] ซึ่งการอบรมจะไม่มีเนื้อหาตายตัว และต้องมีงานจริงของลูกค้ามาประกอบเพื่อนำความรู้ไปปรับปรุงเกียร์มอเตอร์ได้อย่างถูกต้องและเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน

ซึ่งทางบริษัทได้ยึดหลัก “8 เสาหลักของ TPM (8 Pillars of TPM)”
มาใช้ในการดําเนินงานเพื่อให้ลูกค้าเกิดประสิทธิผลมากที่สุด